ไทยแลนด์สู่ศูนย์กลางภาพยนตร์ระดับโลก: ส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สถานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับภูมิภาค โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับมาตรการคืนเงินให้กับกองถ่ายทำต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่างๆ และโปรโมทภาพลักษณ์ของประเทศให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะเพิ่มความสนใจจากผู้สร้างภาพยนตร์ต่างชาติในการเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ

นโยบายใหม่สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย

มาตรการใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากกองถ่ายทำต่างประเทศ โดยมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากขึ้น รวมถึงการยกเว้นเงื่อนไขบางประการเพื่อให้สะดวกต่อการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสัดส่วนการคืนเงินให้สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความน่าสนใจในการมาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย

กรมการท่องเที่ยวได้ปรับปรุงมาตรการคืนเงิน (Cash Rebate) ให้กับกองถ่ายทำต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 โดยเพิ่มสัดส่วนการคืนเงินจากเดิม 15-20% เป็น 15-30% ของวงเงินลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป นโยบายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ในภูมิภาค ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การจ้างทีมงานชาวไทย หรือการถ่ายทำในจังหวัดเมืองรอง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในเชิงท่องเที่ยว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

การเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ของกองถ่ายทำต่างประเทศไม่เพียงแต่สร้างงานให้กับภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยรวม เนื่องจากการถ่ายทำภาพยนตร์สามารถกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้นบนเวทีโลก ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สถิติจากปี 2567 แสดงให้เห็นว่า มีการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศกว่า 491 เรื่องในประเทศไทย สร้างรายได้กว่า 6,580 ล้านบาท โดยภาพยนตร์เหล่านี้มาจาก 42 ประเทศ/เขตบริหารพิเศษ อาทิ ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี สหรัฐฯ และจีน ซึ่งไม่เพียงแค่ภาพยนตร์เรื่องยาวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงซีรีส์ มิวสิกวิดีโอ และโฆษณา ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นที่สนใจของผู้สร้างภาพยนตร์ทั่วโลก ทั้งนี้ การกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น กรุงเทพฯ ปทุมธานี ชลบุรี และสมุทรปราการ สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมในการรองรับการถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดใหญ่ของประเทศไทย