เทสลาเผชิญกับการลดลงของยอดขายรถยนต์ในปี 2567

รายงานล่าสุดจากเทสลาแสดงให้เห็นถึงการลดลงของยอดส่งมอบรถยนต์ในไตรมาสที่ 4 และตลอดปี 2567 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางธุรกิจที่บริษัทกำลังเผชิญอยู่ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากการเตือนของผู้บริหารระดับสูงว่าการเติบโตอาจชะลอตัวลงในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างองค์กรและการเข้าร่วมแคมเปญการเมืองที่ทำให้บริษัทได้รับความสนใจมากขึ้น

ผลการดำเนินงานของเทสลาระหว่างไตรมาสที่ 4 และตลอดปี 2567

ในช่วงเวลาที่อากาศหนาวเย็นของปลายปี 2567 เทสลาได้เผยแพร่สถิติการผลิตและการส่งมอบรถยนต์ประจำไตรมาสที่ 4 ซึ่งระบุว่าบริษัทได้ส่งมอบรถยนต์จำนวน 495,570 คันและผลิตรถยนต์รวม 459,445 คัน ส่วนตัวเลขรวมทั้งปี 2567 มียอดส่งมอบทั้งหมด 1,789,226 คัน และยอดผลิตรวม 1,773,443 คัน ซึ่งลดลงจากปี 2566 ที่มียอดส่งมอบทั้งสิ้น 1.81 ล้านคัน และส่งมอบไป 484,507 คันในไตรมาส 4/2566

เทสลาเคยประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี 2567 ว่าอาจจะประสบกับการชะลอตัวในการเติบโต โดยคาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวแบบ“คลื่นการเติบโตหลัก 2 ลูก” ซึ่งหมายถึงการขยายตัวที่ไม่สม่ำเสมอ ในเดือนเมษายน 2567 เทสลายังได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรโดยเลิกจ้างพนักงานกว่า 10% เพื่อเน้นการทำงานตามแนวคิดของอีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา ที่ต้องการสร้างแท็กซี่ไร้คนขับ

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง เทสลายังได้กลายเป็นประเด็นสำคัญจากการสนับสนุนของมัสก์ต่อแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมัสก์ได้ใช้เงินราว 277 ล้านดอลลาร์เพื่อส่งเสริมทรัมป์และผู้สมัครจากราษฎรีพับลิกัน และใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการร่วมหาเสียงตามรัฐต่างๆ

การรายงานนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเทสลาระหว่างปี 2567 ซึ่งไม่เพียงแค่ในด้านการผลิตและการส่งมอบรถยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กรและการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองที่ทำให้บริษัทได้รับความสนใจมากขึ้น

สำหรับผู้ที่ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและการตลาด การรายงานนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าแม้กระทั่งบริษัทเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำเช่นเทสลา ก็สามารถเผชิญกับความท้าทายในการเติบโตได้ ทั้งนี้เป็นผลมาจากปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของบริษัท ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ควรคำนึงถึงในอนาคต