
เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยสำหรับปี 2568 ประเทศนี้ยังคงมีโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนสู่ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคยานยนต์ การลงทุนรวมจากหลายภาคอุตสาหกรรมในปี 2567 มียอดทะลุ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของประเทศ ทำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตามนโยบาย EV 3.0 และ 3.5 ทำให้ไม่มีค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นปิดโรงงานในไทย
รายละเอียดการลงทุนในปี 2567 และคาดการณ์สำหรับปี 2568
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นว่าเป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ในปี 2567 โครงการขอส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 3,137 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนแตะระดับ 1,138,508 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี นักลงทุนได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง บุคลากรที่มีคุณภาพ และมาตรการทางภาษีที่เอื้ออำนวย
สำหรับปี 2568 คาดว่าแนวโน้มการลงทุนจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การกีดกันทางเทคโนโลยีและสงครามการค้า ทำให้นักลงทุนมองหาสถานที่ใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยง ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ทำให้สามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงซัพพลายเชนระหว่างมหาอำนาจต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีการเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในภาคเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และระบบอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมภาคเกษตรและอาหาร พลังงานสะอาด และการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยืนยันว่า หากภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม จะไม่มีค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นปิดโรงงานในไทยอีก และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยไม่ทำให้ตลาดเกินอุปทาน
จากมุมมองของผู้สื่อข่าว บทความนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของประเทศไทยในการปรับตัวและตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ก็ยังคงรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่นักลงทุน ทั้งหมดนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในอนาคต
