ไทยยูเนี่ยนเดินหน้าสู่ความเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 และ 9 เดือนแรกของปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอาหารกระป๋อง กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และกลุ่มธุรกิจสินค้าเพิ่มมูลค่าและอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดที่ 19.5% และอัตรากำไรต่อหุ้นที่แข็งแกร่งถึง 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ก้าวสู่ความเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล

ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในไตรมาส 3 ปี 2567

ไทยยูเนี่ยนรายงานผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,400.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วในไตรมาส 3 ปี 2566 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นแตะระดับสูงสุดที่ 19.5% จากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรต่อหุ้นปรับตัวแข็งแกร่งถึง 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็น 0.30 บาทต่อหุ้น สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ดีขึ้นใน 3 ธุรกิจหลักในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ไทยยูเนี่ยนมียอดขายอยู่ที่ 34,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% โดยเป็นผลจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ ขณะที่ปริมาณการขายยังขยายตัวแข็งแกร่งถึง 10.4% จากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และกลุ่มธุรกิจสินค้าเพิ่มมูลค่าและอื่น ๆ นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวสูงสุดที่ 19.5% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเหนือระดับ 30% ต่อเนื่อง 2 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลมาจากการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง

การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม

ในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ยอดขายกลุ่มสินค้าอาหารทะเลแปรรูปอยู่ที่ 17,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ประกอบกับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปเพิ่มขึ้นเป็น 20.1%ขณะที่ยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงอยู่ที่ 4,352 ล้านบาท หรือเติบโต 15.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนการขายสินค้าพรีเมียม รวมถึงปริมาณความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่องในตลาดหลัก เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัวดีถึง 30.6%ส่วนกลุ่มสินค้าเพิ่มมูลค่าและอื่น ๆ ทำยอดขายได้ 2,732 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเติบโตจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ สินค้าเพิ่มมูลค่า และผลิตภัณฑ์พลอยได้ในทางกลับกัน แม้ว่าธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งจะปรับตัวลดลง 15.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวในสหรัฐอเมริกา แต่อัตรากำไรขั้นต้นยังคงอยู่ที่ 12% อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์บกของไทยยูเนี่ยน ที่อยู่ภายใต้ธุรกิจอาหารแช่แข็งได้มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยในไตรมาสที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายได้ 1,390 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตถึง 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของอาหารกุ้งในประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้ธุรกิจอาหารสัตว์มีอัตรากำไรขั้นต้นถึง 19.2%

การเดินหน้ากลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573

ไทยยูเนี่ยนมีแผนเปิดตัวกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 หรือ Strategy 2030 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการเป็นผู้นำของโลกในอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล ผ่านสองโปรเจกต์หลัก ได้แก่ โปรเจกต์ Sonar ที่มุ่งวางรากฐานให้แข็งแกร่ง และโปรเจกต์ Tailwind ที่มุ่งเร่งการเติบโตในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตให้กับบริษัทนอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนยังได้เปิดศูนย์นวัตกรรม Innovation Hub อย่างเป็นทางการ ณ เมืองวาเกนิงเงน ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อขยายเครือข่ายนวัตกรรมระดับโลกของบริษัทให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่นี้ มีนักวิทยาศาสตร์กว่า 20 คน มุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สำหรับแบรนด์อาหารทะเลแปรรูปของกลุ่มบริษัท"เราไม่ได้มุ่งเพียงแค่การเติบโต แต่การเดินหน้ากลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 ภายใต้คอนเซปต์ Turning the Tides ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 คือการสร้างรากฐานเพื่อธุรกิจในระยะยาวเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล เราเชื่อมั่นว่าความตั้งใจและความมุ่งมั่นในครั้งนี้จะสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม นับเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของเราไปทั่วโลก" นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่ TU กล่าว