โรงภาพยนตร์ไทยเตรียมกลับมาเฟื่องฟูในปี 2568

บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส เชื่อว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์จะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในปี 2568 โดยคาดว่าผลประกอบการของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ในไตรมาส 4/2567 จะโดดเด่นต่อเนื่องไปถึงปีถัดไป เนื่องจากมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ออกฉายจำนวนมาก และแผนลดต้นทุนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณภาพการเงินของบริษัทยังคงน่าสนใจ มีโอกาสปรับขึ้นจากโครงการซื้อหุ้นคืนและราคาเหมาะสมที่ 20 บาท

รายละเอียดธุรกิจโรงภาพยนตร์ในปี 2568

ในช่วงปลายปี 2567 บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ได้ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวภาพยนตร์ไทยภาคต่อ "ธี่หยด 2" ที่ทำรายได้ทั่วประเทศกว่า 811 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากภาพยนตร์อื่น ๆ ในไตรมาสนี้จะไม่โดดเด่นเท่า แต่ทางบริษัทฯ ก็ยังมีความหวังในการเข้าฉายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในช่วงสุดท้ายของปี อาทิเช่น KRAVEN, SONIC 3 และหนังไทยเรื่อง "คุณชายน์"

นอกจากนี้ ธุรกิจอื่น ๆ ของเมเจอร์ เช่น ธุรกิจโฆษณาและธุรกิจ Movie Content ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการร่วมสร้างภาพยนตร์ "ธี่หยด 2" นอกจากนี้ยังมีกำไรพิเศษจากการขายสิทธิการเช่าพื้นที่สาขาใหญ่รัชโยธิน ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 4/2567 จะอยู่ที่ประมาณ 270-320 ล้านบาท

สำหรับปี 2568 บริษัทฯ มั่นใจว่าจะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ออกฉายจำนวนมาก ทั้งภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ ทำให้ยอดขายตั๋วภาพยนตร์มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่อมีการติดตั้งเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ (SOK) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค

ฝ่ายวิจัยมองว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์จะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในปี 2568 ทั้งจากภาพยนตร์ไทยที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน และภาพยนตร์ต่างประเทศฟอร์มยักษ์ที่เลื่อนกำหนดฉายมาในปีนี้ ทำให้เมเจอร์สามารถตั้งเป้ายอดขายตั๋วภาพยนตร์สูงกว่าปี 2562 ที่ยอดขายตั๋ว 34.22 ล้านใบ

โครงการซื้อหุ้นคืนของเมเจอร์ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ราคาหุ้นมีความมั่นคงในระยะสั้น ขณะที่การลดทุนจดทะเบียนโดยตัดหุ้นจดทะเบียนที่ซื้อคืนออกไปจะทำให้มูลค่าเหมาะสมภายใต้วิธี DCF ปรับตัวสูงขึ้น

จากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เราเห็นว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของบริษัทในการบริหารจัดการและการลงทุนที่ชาญฉลาด