
คาดว่ารายได้จากภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2024 ถึง 55% ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์ภาคต่อทั้งไทยและฮอลลีวูด แม้ว่ารายได้ในไตรมาส 4 ของปี 2024 จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงสดใส เนื่องจากมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายมากขึ้นในช่วงปลายปี นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังคงแนะนำให้ลงทุนในบริษัทภาพยนตร์รายใหญ่ พร้อมประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 17.10 บาท
เมื่อพิจารณาถึงผลประกอบการของไตรมาส 4 ปี 2024 พบว่ารายได้จากการจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ เนื่องจากฐานที่สูงในปี 2023 สำหรับภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในช่วงนี้ ได้แก่ "ธี่หยด 2" ที่ทำรายได้ถึง 286 ล้านบาท ตามด้วยภาพยนตร์อื่นๆ ที่มีรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาท แม้ว่า "ธี่หยด 2" จะทำรายได้สูง แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับภาพยนตร์ไทยในปี 2023 ที่ทำรายได้สูงถึงสามเรื่อง
สำหรับปี 2025 คาดว่าจะมีภาพยนตร์ภาคต่อที่น่าสนใจมากมายทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น "ธี่หยด 3", "สัปเหร่อ 2", "นาคี 3" และภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่าง "Avatar", "Captain America", "Jurassic" ซึ่งอาจทำให้รายได้รวมจาก 10 อันดับแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 55% เมื่อเทียบกับปี 2024 อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ชมที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จริง
นักวิเคราะห์มองว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปี 2025 จะดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2024 รายได้จากการจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ของบริษัท MAJOR มีโอกาสทำผลงานเหนือความคาดหวังที่ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่กำไรที่เพิ่มขึ้น 11% หากแนวโน้มเหล่านี้ดำเนินไปตามที่คาดการณ์ โครงการซื้อหุ้นคืนของ MAJOR ยังอาจทำให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีก 9% ส่วนราคาหุ้นปัจจุบันยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้เป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน
