






เทศกาลมหัศจรรย์หนังกลางแปลงในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 3 ได้เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี งานนี้ได้รวบรวมภาคีเครือข่ายจากภาครัฐและเอกชน เพื่อนำเสนอภาพยนตร์ไทยที่ทรงคุณค่าให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่เคยประสบความสำเร็จหรือภาพยนตร์ที่หาชมยาก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การแสดงดนตรีและการจำหน่ายสินค้าของคนทำงานในวงการภาพยนตร์ ซึ่งหวังว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและสร้างความบันเทิงให้กับทุกครอบครัว
เทศกาลมหัศจรรย์หนังกลางแปลงในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 3 ณ ลานคนเมือง เขตพระนคร
ในวันที่ 4 มกราคม 2568 ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร กลายเป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวเทศกาลหนังกลางแปลงปีที่ 3 ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า เทศกาลนี้ไม่เพียงแค่เป็นการแสดงภาพยนตร์ แต่ยังเป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมหนังกลางแปลงที่หายไปนานแล้ว และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ภาพยนตร์ที่เลือกมาฉายในสัปดาห์แรก คือ "สัปเหร่อ" และ "ทวิภพ" ซึ่งถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งสองเรื่องมีความหมายทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร
นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมมากมาย เช่น การแสดงคอนเสิร์ต การพูดคุยกับนักแสดงและทีมงานเบื้องหลังภาพยนตร์ ตลาดนัดคนกองถ่าย และร้านอาหารอร่อยๆ ทั้งหมดนี้ทำให้ลานคนเมืองเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและบรรยากาศที่อบอุ่น งานเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. และภาพยนตร์เริ่มฉายเวลา 19.00 น.
สำหรับรอบถัดไป งานจะย้ายไปยังสถานที่ใหม่ๆ ในวันที่ 11-12 มกราคม ที่คลองผดุงกรุงเกษม – หัวลำโพง และวันที่ 18-19 มกราคม ที่สวนลุมพินี ซึ่งจะนำเสนอภาพยนตร์เรื่อง "Sea Sparkle", "RedLife", "ดอยบอย" และ "ทะเลของฉันมีคลื่นเล็กน้อยถึงปานกลาง" รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก กรุงเทพมหานคร และ สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย
การจัดงานนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อาทิ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย Thailand Creative Content Agency (THACCA) และภาคเอกชน รวมถึงผู้บริหารสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ผู้แทนคณะกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งหมดนี้ทำให้งานนี้เป็นมากกว่าเพียงเทศกาลดูหนัง แต่เป็นการเชื่อมโยงชุมชนและฟื้นฟูวัฒนธรรมที่หายไปนานแล้ว
เทศกาลมหัศจรรย์หนังกลางแปลงในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำความบันเทิงมาสู่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนโดยรอบ ผ่านการทำให้วัฒนธรรมหนังกลางแปลงกลับมาสู่ใจกลางเมืองอีกครั้ง มันเป็นการยืนยันว่า หนังกลางแปลงไม่ใช่เพียงแค่อดีต แต่ยังสามารถเป็นอนาคตที่สดใสได้ด้วยเช่นกัน
