



ในปัจจุบัน การแข่งขันด้านราคารถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) กำลังร้อนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สำหรับผู้ผลิต EV รายใหญ่จากสหรัฐอเมริกาอย่างเทสล่า แต่ความคาดหวังในการครองตลาดไม่ได้เป็นไปตามแผน เมื่อผู้ผลิตในจีนเริ่มปรับกลยุทธ์โดยเน้นการลดราคา เพื่อตอบโต้การแข่งขัน ส่งผลให้เกิดการปรับราคากว่าสิบครั้งในปี 2566 และขยายไปสู่ตลาดอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา และประเทศไทย ประเทศไทยเองในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ มีโอกาสในการเป็นศูนย์กลางการผลิต EV สำหรับแบรนด์จีน เนื่องจากมาตรการส่งเสริม EV จากภาครัฐ และเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าจากตะวันตก
การเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย
ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในฤดูใบไม้ร่วงที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ประเทศไทยกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญ หลายบริษัทจากจีนเช่น เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอ็มจี, และเนต้า ได้เริ่มดำเนินการตั้งโรงงานในประเทศไทย รวมถึงวางแผนการผลิตรถยนต์พวงมาลัยซ้ายเพื่อสนับสนุนการส่งออก นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมการสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทปิกอัพ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของตลาด EV ที่ชะลอตัวลงในปี 2567 ทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาวะสินค้าล้นตลาด และการแข่งขันด้านราคาที่อาจยืดเยื้อต่อไป ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเดือนตุลาคมพบว่ามียอดทะเบียนประมาณ 4,954 คัน หรือ 14% ของยอดขายรถทุกประเภท หากรวม 10 เดือนแรกของปี ยอดทะเบียนประมาณ 5.9 หมื่นคัน ซึ่งยังคงต่ำกว่าปีที่แล้วที่มียอดทะเบียน 7.6 หมื่นคัน สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ประกอบการต้องระบายสต็อกและปรับแผนการตลาดอย่างรวดเร็ว
จากมุมมองของผู้เขียน การแข่งขันราคารถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของตลาดยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค การแข่งขันด้านราคาอาจส่งผลกระทบระยะสั้นต่อธุรกิจ แต่ในระยะยาว การพัฒนาเทคโนโลยีและการปรับตัวของผู้ผลิตจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและการแข่งขันอย่างยั่งยืน
