



ในปี 2567 อุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าและรถพลังงานสะอาด ส่งผลให้ยอดการผลิต ยอดขาย และยอดส่งออกรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดการปิดกิจการและปลดพนักงานมากขึ้นในอนาคต
รายละเอียดสถานการณ์อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในปี 2567
ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2567 การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยลดลงถึง 20.14% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศลดลง 26.69% และยอดส่งออกรถยนต์ลดลง 8.21% มูลค่ารวมของการส่งออกอยู่ที่ 879,920.27 ล้านบาท ลดลง 0.96% ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกที่กำลังย้ายไปสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ซึ่งทำให้รถยนต์สันดาปเริ่มเสียส่วนแบ่งทางการตลาด
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น รวมถึงการปิดโรงงานและการปลดพนักงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2568 ขณะที่ธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ก็เผชิญกับความยากลำบากในการขายรถยนต์ใหม่และบริการหลังการขาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และการดำเนินธุรกิจ
สำหรับปี 2568 คาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศจะลดลงเหลือเพียง 530,000 คัน ขณะที่รายได้ของดีลเลอร์รถยนต์คาดว่าจะลดลง 4.9% โดยเฉพาะกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ด้วยการหดตัวถึง 6.8%
บทสรุปและความคิดเห็น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับตัวสู่ยุคพลังงานสะอาด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ภาครัฐควรสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ผลิตและผู้บริโภค นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม เช่น การจัดตั้งกองทุนชดเชยการขาดทุนจากรถยึด ก็สามารถช่วยกระตุ้นยอดขายรถกระบะและเพิ่มรายได้ภาษีให้แก่รัฐบาลได้
สำหรับภาคเอกชน ควรเร่งปรับตัวและหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เช่น การขยายธุรกิจบริการหลังการขายและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
