รัฐบาลหนุนงบกว่า 200 ล้านบาทยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวัฒนธรรมสร้างสรรค์

เมื่อไม่นานมานี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประกาศแผนการสนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ในประเทศไทย จำนวนกว่า 200 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของประเทศผ่านซอฟต์พาวเวอร์ รวมถึงการยกระดับศักยภาพทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้

รายละเอียดการสนับสนุนงบประมาณและการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ

ในวันที่ 24 ธันวาคม เวลา 15.15 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล ดร.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ พร้อมด้วยนายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ด้านภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ ได้ร่วมแถลงผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ

ตามที่ได้รับแจ้งจากผู้เข้าร่วมประชุม รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับภูมิปัญญาไทยไปสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และการพัฒนาทักษะและความสามารถของคนไทย เพื่อสร้างงานและรายได้ รวมถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในการสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชั่นไทย มีจำนวนรวม 220 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นสามหมวดใหญ่ ได้แก่ การสนับสนุนการผลิตผลงาน 200 ล้านบาท การสนับสนุน Development Funding 10 ล้านบาท และทุนหนังสั้นเจาะตลาดโลก 10 ล้านบาท

โครงการนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และยกระดับศักยภาพซอฟต์พาวเวอร์ของไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและหลากหลาย สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมยังได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การขอรับเงินอุดหนุน เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์สามารถยื่นขอรับการสนับสนุนได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานและรายได้ที่ยั่งยืน และกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคง

จากแนวทางการสนับสนุนนี้ เชื่อว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทยจะมีโอกาสพัฒนาอย่างมาก ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติได้อีกด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับสถานะของไทยบนเวทีโลก และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล