ยักษ์ใหญ่แห่งวงการยานยนต์ญี่ปุ่นเตรียมควบรวมกิจการเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

ในวันที่ 17 ธันวาคม มีรายงานว่าบริษัทยานยนต์ชื่อดังจากญี่ปุ่นอย่างนิสสันและฮอนด้ากำลังวางแผนเข้าร่วมการเจรจาควบรวมกิจการ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระดับโลก โดยจะดำเนินงานภายใต้บริษัทโฮลดิ้งและนำ Mitsubishi Motors เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทเดียวกันด้วย การควบรวมนี้สะท้อนถึงเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในญี่ปุ่นซึ่งไม่ได้รับความนิยมเท่าประเทศอื่นเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ราคาที่สูงและความกังวลเรื่องแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของญี่ปุ่นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์

รายละเอียดของการควบรวมกิจการและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในญี่ปุ่น

ในฤดูหนาวที่ผ่านมา บริษัทรถยนต์ชั้นนำจากญี่ปุ่นสองแห่งคือ นิสสัน และ ฮอนด้า ได้ประกาศแผนการควบรวมกิจการ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ทั้งสองบริษัทกำลังพิจารณาการทำงานภายใต้บริษัทโฮลดิ้งใหม่และลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในอนาคตอันใกล้ ขณะเดียวกันพวกเขายังวางแผนที่จะรวม Mitsubishi Motors ซึ่งเป็นบริษัทที่นิสสันถือหุ้นอยู่ 24% เข้ามาในกลุ่มบริษัทด้วย

ตามคำบรรยายของคุณสืบศิษฏ์ ศานติศาสน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น แนวโน้มการใช้รถ EV ในญี่ปุ่นยังคงค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง แม้ว่าจะไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนประเทศอื่น ในปี 2023 มียอดผลิตรถ EV ประมาณ 12 ล้านคัน หรือประมาณ 12.63% ของรถทั้งหมดที่ผลิต แต่ส่วนใหญ่เป็นรถไฮบริด (HEV) มากกว่ารถแบตเตอรีไฟฟ้า (BEV)

คนญี่ปุ่นยังมีความกังวลเกี่ยวกับราคาที่สูงของ BEV และจำนวนสถานีชาร์จที่น้อย นอกจากนี้ยังมีคำถามเรื่องความยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลงไปสู่รถ EV โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งมีคนทำงานอยู่ประมาณ 6 ล้านคน การควบรวมกิจการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามรักษาความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น

จากการตั้งคำถามเหล่านี้ ส่งผลให้แบรนด์ญี่ปุ่นต้องพัฒนาหลากหลายทางเลือก เช่น การศึกษาและผลิตรถ EV ควบคู่ไปกับการพัฒนา HEV และรถพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นแนวทางที่อาจทำให้ญี่ปุ่นสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้มากขึ้น

การควบรวมกิจการในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับญี่ปุ่น เพราะเคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งทำให้บางบริษัทหายไปและบางบริษัทต้องรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด การควบรวมกิจการในครั้งนี้จึงเป็นภาพจำของสไตล์การทำงานแบบญี่ปุ่นที่มองหาวิธีการอยู่รอดและแข่งขันในภาวะที่ยากลำบาก

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมเศรษฐกิจโดยรวมของญี่ปุ่น เช่น การผลักดันการท่องเที่ยว การสร้าง Start up และการส่งออกวัตถุดิบอาหาร เพื่อสร้างเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

จากบทวิเคราะห์ดังกล่าว นักวิเคราะห์เชื่อว่าการควบรวมกิจการนี้เป็นการปรับตัวที่สำคัญของญี่ปุ่นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ หากญี่ปุ่นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมได้สำเร็จ ก็อาจจะสามารถกลับมาครองตลาดได้อีกครั้งในอนาคต

สำหรับผู้อ่าน การควบรวมกิจการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของวิธีการที่บริษัทสามารถปรับตัวและรักษาความแข็งแกร่งในภาวะที่ยากลำบากได้ นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการพิจารณาปัจจัยหลายด้านในการตัดสินใจทางธุรกิจ เช่น ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อแรงงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาในบริบทของธุรกิจอื่นๆ ด้วย