ยอดขายรถยนต์ไฮบริดพุ่งสูง แต่ตลาดรวมยังเผชิญความท้าทาย

ในช่วง 11 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2567 การจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นถึง 32% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มียอดขายลดลงเล็กน้อย ส่งผลให้ยอดขายรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงกว่า 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว รายงานจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมาตรการทางการเงินที่เข้มงวดอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ยอดขายรถโดยรวมปรับตัวลง

รายละเอียดการจำหน่ายรถยนต์ในช่วง 11 เดือนแรก

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา สถิติยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2567 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ในช่วงเวลานี้ มียอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมด 518,659 คัน ลดลง 26.69% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งมียอดขาย 707,454 คัน อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฮบริด (HEV) กลายเป็นดาวเด่นเมื่อมียอดขายทะลุแสนคัน เพิ่มขึ้น 32% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มียอดขายลดลงเล็กน้อยที่ 61,443 คัน หรือลดลง 5.20%

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดและการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ โดยหนี้เสียรถยนต์เพิ่มขึ้น 22% ในไตรมาสสามของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ความหวังสำหรับยอดขายในเดือนสุดท้ายของปียังคงอยู่ โดยคาดว่างานมอเตอร์เอ็กซ์โปรจะช่วยกระตุ้นตลาดได้

นอกจากนี้ รถกระบะ 1 ตัน และรถ PPV ก็มียอดขายลดลงอย่างมาก โดยรถกระบะ 1 ตัน มียอดขาย 148,937 คัน ลดลง 39.26% ขณะที่รถ PPV มียอดขาย 32,349 คัน ลดลง 42.03%

ในขณะที่รถยนต์นั่งแบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มียอดขาย 140,670 คัน ลดลง 36.35% แต่รถยนต์นั่งปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) มียอดขาย 2,104 คัน เพิ่มขึ้น 17.67%

สำหรับรถบรรทุกขนาด 5-10 ตัน มียอดขาย 14,763 คัน ลดลง 39.44% ในขณะที่หมวดหมู่อื่นๆ มียอดขาย 12,959 คัน เพิ่มขึ้น 11.14%

จากการประเมินเหล่านี้ สามารถเห็นได้ว่าตลาดรถยนต์ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยียานยนต์ที่เปลี่ยนไป

จากข้อมูลนี้ เราสามารถมองเห็นว่าแม้จะมียอดขายรวมที่ลดลง แต่ความนิยมในรถยนต์ไฮบริดและปลั๊ก-อิน ไฮบริด กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังปรับตัวสู่ยุคใหม่