ยอดขายรถยนต์ในประเทศลดลง ภาคอุตสาหกรรมเรียกร้องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงต้นปี 2568 พบว่ามียอดขายและผลิตรถยนต์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะยอดขายภายในประเทศที่ลดลงมากกว่า 12% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะนี้ นอกจากนี้ยอดจดทะเบียนรถพลังงานไฟฟ้าทุกประเภทยังลดลงในเดือนมกราคม อุตสาหกรรมยานยนต์จึงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อสนับสนุนภาคการผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข้อมูลล่าสุดจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์

ในฤดูหนาวที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ในเดือนมกราคม 2568 มียอดขายรถยนต์ภายในประเทศจำนวน 48,092 คัน ลดลง 12.26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากสถาบันการเงินที่ยังคงใช้มาตรการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ขยายตัวในอัตราต่ำ เพียง 2.5% ในปี 2567

นอกจากนี้ ยอดจดทะเบียนรถพลังงานไฟฟ้า (BEV) ในเดือนมกราคม 2568 มีจำนวน 14,711 คัน ลดลง 7.73% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนรถไฮบริด (HEV) และรถปลั๊ก-อินไฮบริด (PHEV) ก็มียอดจดทะเบียนลดลงเช่นกัน สะท้อนถึงภาวะซบเซาของตลาดรถยนต์ทั้งหมด

สำหรับการผลิตรถยนต์ในเดือนมกราคม 2568 มีจำนวนรวม 107,103 คัน ลดลง 24.63% จากปีที่แล้ว เนื่องจากการขายภายในประเทศลดลง 31.78% และยอดส่งออกลดลง 21.10% ขณะที่การผลิตรถจักรยานยนต์ก็ลดลง 4.68% เช่นกัน

การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนมกราคม 2568 มีจำนวน 62,321 คัน ลดลง 28.13% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า รวมถึงการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือการปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะ เพื่อกระตุ้นการผลิตและการจ้างงาน หวังว่าจะสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล

รายงานนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากหลายปัจจัยที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ประสบปัญหา แต่หากภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการที่เหมาะสมและรวดเร็ว ก็อาจช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและภาคการผลิตได้ในอนาคต