



ในปี 2567 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากประเทศจีนและผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ยอดขายรถยนต์ลดลงเกือบ 200,000 คันภายในสองปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำลังซื้ออ่อนแอและความเข้มงวดในการให้กู้ซื้อรถยนต์ของสถาบันการเงิน ขณะเดียวกัน บริษัทรถยนต์หลายแห่งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อรับมาตรการส่งเสริม EV 3.0 และ 3.5 แต่การแข่งขันด้านราคาทำให้บางบริษัทต้องปรับแผนหรือถอนตัวออกจากตลาด เช่น VinFast และ Subaru ซึ่งหยุดการผลิตในประเทศ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือระหว่างฮอนด้า-นิสสัน-มิตซูบิชิ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับค่ายรถจีน
การเติบโตและการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
ในช่วงปลายปี 2566 และต้นปี 2567 มีการขยายฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยค่ายรถจีนหลายแห่ง ตามมาตรการส่งเสริม EV 3.0 อาทิเช่น เนต้า กับรุ่น V2, เกรทวอลล์มอเตอร์ กับ ORA GOOD CAT และเอ็มจี กับ MG 4 ซึ่งได้เริ่มกระบวนการผลิตอย่างเป็นทางการแล้ว นอกจากนี้ยังมีการประกาศลงทุนขนาดใหญ่จาก BYD ที่จะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกนอกประเทศจีนในระยอง ด้วยงบประมาณกว่า 35,000 ล้านบาท ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของค่ายรถจีนในการเข้าสู่ตลาดยานยนต์ไทย
การขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านมาตรการส่งเสริม EV 3.0 และ 3.5 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขในการผลิตชดเชยสำหรับผู้ผลิตที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า โครงการนี้มีเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก EV ระดับโลก อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคายังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไข โดยสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เป็นตัวกลางในการหารือแนวทางการดำเนินธุรกิจในไทย รวมถึงการปรับเวลาการผลิตชดเชยตามมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 เพื่อรักษาสมดุลการแข่งขัน
การตอบสนองและการปรับตัวของค่ายรถญี่ปุ่น
ในขณะที่ค่ายรถจีนเริ่มเข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง ค่ายรถญี่ปุ่นหลายแห่งต้องปรับแผนธุรกิจเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ฮอนด้าได้ประกาศยุติการประกอบรถที่โรงงานพระนครศรีอยุธยา และหันมาผลิตชิ้นส่วนส่งออกแทน ในขณะที่ Subaru ได้หยุดการผลิตในประเทศไทยและเวียดนาม เปลี่ยนไปจำหน่ายรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ซูซูกิเองก็ได้ยุติการผลิตในประเทศไทยและเตรียมนำเข้ารถยนต์จากภูมิภาคอาเซียน รวมถึงญี่ปุ่นและอินเดีย
นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือระหว่างฮอนด้า-นิสสัน-มิตซูบิชิ ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขันกับค่ายรถจีน ความร่วมมือนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ค่ายรถญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า ซูบารุ และมาสด้าก็ได้มีการร่วมมือกันเพื่อความแข็งแกร่งทางธุรกิจ แต่ละเหตุการณ์ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของค่ายรถญี่ปุ่นในการปรับตัวและรักษาตำแหน่งในตลาดยานยนต์ไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
