
ภาพยนตร์ภาคต่อของแฟรนไชส์ไซไฟระดับโลกได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อผู้กำกับชื่อดัง เดอนีส วีลเนิฟว์ ประกาศห้ามใช้โทรศัพท์มือถือภายในกองถ่าย เพื่อให้ทีมงานสามารถทำงานได้อย่างมุ่งมั่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับสมาธิและความร่วมมือระหว่างบุคลากรทางภาพยนตร์ นอกจากนี้ ยังเปิดเผยถึงแผนการขยายแฟรนไชส์ ‘Dune’ ให้ครอบคลุมหลายภาคและหลากหลายแพลตฟอร์ม
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแบนโทรศัพท์มือถือในกองถ่าย
ในฤดูใบไม้ร่วงที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งการทำงาน เดอนีส วีลเนิฟว์ ผู้กำกับชาวแคนาดาที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึงสามครั้ง ได้ตัดสินใจห้ามการใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างการถ่ายทำ ‘Dune: Part Two’ ซึ่งคาดว่าจะออกฉายในปี 2024 วีลเนิฟว์มองว่าการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อาจทำให้ทีมงานเสียสมาธิจากการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อมีการหยุดถ่ายทำหรือมีคำสั่ง "คัท" การแบนโทรศัพท์มือถือนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของการถ่ายทำ
วีลเนิฟว์ยอมรับว่าแม้เขาเองก็ใช้โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง แต่เขามองว่าการจำกัดการใช้งานเหล่านี้ในกองถ่ายจะช่วยให้ทุกคนสามารถมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลงานได้มากขึ้น สำหรับเขา การสร้างภาพยนตร์เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างทีมงานอย่างใกล้ชิด การแบนโทรศัพท์มือถือจึงเป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ วีลเนิฟว์ยังวางแผนที่จะขยายแฟรนไชส์ ‘Dune’ ให้ครอบคลุมหลายภาค รวมถึงการดัดแปลงนวนิยาย ‘Dune: Messiah’ เป็นภาพยนตร์ภาคที่สาม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มถ่ายทำในปลายปี 2025 หรือต้นปี 2026 ส่วนภาพยนตร์สองภาคแรกของ ‘Dune’ ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 1,120 ล้านเหรียญ และได้รับการต่อยอดเป็นซีรีส์ ‘Dune: Prophecy’ บนแพลตฟอร์มสตรีมมิง Max ของ HBO
จากมุมมองของผู้สื่อข่าว การประกาศแบนโทรศัพท์มือถือในกองถ่ายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มุ่งมั่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด มันแสดงให้เห็นว่าแม้เทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา แต่ในบางสถานการณ์ การจำกัดการใช้งานอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า การตัดสินใจของวีลเนิฟว์นี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้สร้างภาพยนตร์คนอื่น ๆ ในการพิจารณาแนวทางการทำงานที่เหมาะสมสำหรับตนเอง
