



บริษัท MAJOR มีแนวโน้มว่าจะมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 อยู่ที่ 278 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีการเติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อนถึง 453% แต่ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้รวมในไตรมาสนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท ลดลง 22% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 39% จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากรายได้ภาพยนตร์ที่ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร แม้ว่าภาพยนตร์บางเรื่องยังคงทำรายได้สูง เช่น ธี่หยด 2 แต่ภาพยนตร์อื่นๆ ไม่สามารถกระตุ้นยอดขายได้มากพอ
ประสิทธิภาพทางการเงินและผลกระทบต่อธุรกิจ
ประสิทธิภาพทางการเงินของ MAJOR ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 แสดงให้เห็นถึงความผันผวนที่สำคัญ แม้ว่าจะมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิลดลง เนื่องจากรายได้จากการจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ลดลง โดยเฉพาะภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ไม่สามารถสร้างรายได้เท่าที่คาดหวัง
การลดลงของกำไรสุทธิเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ประการแรก รายได้จากธุรกิจโรงภาพยนตร์ลดลงเนื่องจากมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงเพียงเรื่องเดียว คือ ธี่หยด 2 ในขณะที่ในปีก่อนมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงถึงสามเรื่อง นอกจากนี้ ต้นทุนการดำเนินงาน (SG&A) ก็เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ ซึ่งส่งผลให้สัดส่วน SG&A/ยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 24.4% เป็น 29.6% อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ยังคงปรับตัวดีขึ้นจาก 39.1% เป็น 41.8% เนื่องจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรอบฉายและราคาขายป๊อปคอร์นที่ดีขึ้น
การปรับประมาณการและความคาดหวังในอนาคต
บริษัท MAJOR ได้ทำการปรับลดประมาณการกำไรสำหรับปี 2567 และ 2568 เพื่อสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่ารายได้ตลอดปี 2567 จะลดลง 10% อยู่ที่ 7.7 พันล้านบาท แม้ว่า GPM จะปรับตัวดีขึ้นเป็น 36.3% แต่สัดส่วน SG&A/ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 29.6% ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมที่ 26.0%
การปรับลดประมาณการเกิดขึ้นเนื่องจากจำนวนผู้ชมที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 30.5 ล้านคนในปี 2567 และ 33.8 ล้านคนในปี 2568 รวมถึงต้นทุนการตลาดที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงคาดหวังว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่กำลังจะเข้าฉายจะช่วยกระตุ้นรายได้และเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้กำไรหลักเติบโต 4% ในปี 2567 และ 18% ในปี 2568 ตามลำดับ ทั้งนี้ ราคาเป้าหมายใหม่ของหุ้น MAJOR ถูกปรับลดลงเหลือ 15.00 บาท จากเดิม 17.80 บาท ซึ่งส่งผลให้คำแนะนำการลงทุนถูกปรับลดลงเป็น "ถือ" จาก "ซื้อ"
