ตลาดสัตว์เลี้ยงในจีนเติบโตอย่างมั่นคงในปี 2024

ในปี 2024 ตลาดผู้บริโภคสัตว์เลี้ยงในจีนแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 41,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับปี 2023 แม้ว่าจะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงครองสัดส่วนที่สำคัญ 52.8% ของตลาดรวม ส่วนแบ่งการตลาดของอาหารสัตว์เลี้ยงจากสหรัฐฯ ยังคงสูงถึง 69% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและแนวโน้มในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมจากสหรัฐฯ ก็สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้านำเข้า

ในปี 2024 ตลาดสัตว์เลี้ยงในจีนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวมถึง 41,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.5% จากปี 2023 แม้ว่าการเติบโตจะชะลอตัวลงบ้าง แต่ตลาดยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สำหรับกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง ยังคงครองสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในตลาด โดยมีมูลค่า 22,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และเติบโต 9.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2024 สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ที่สุดในจีน โดยครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 69% อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2023 สาเหตุหลักมาจากความแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมภายในประเทศและผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19

นอกจากนี้ จำนวนร้านค้าสัตว์เลี้ยงในจีนยังเพิ่มขึ้นเป็น 81,534 ร้าน หรือเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับปี 2023 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจร้านค้าออฟไลน์ในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน แนวโน้มการเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมจากสหรัฐฯ ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานของสินค้านำเข้า

บทวิเคราะห์และมุมมองจากผู้สื่อข่าว

การเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดสัตว์เลี้ยงในจีน แม้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวของภาคธุรกิจ การที่ผู้บริโภคชาวจีนเริ่มนิยมเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมจากสหรัฐฯ มากขึ้น สะท้อนถึงความตระหนักในเรื่องสุขภาพและการดูแลสัตว์เลี้ยง ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและการยกระดับมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่มูลค่าการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง อาจเป็นสัญญาณของการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากแบรนด์ในประเทศและผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าในกลุ่มราคาประหยัดหรือการสร้างความแตกต่างในตลาดพรีเมียม