รอยยิ้มกระชากใจ! บ่างช่างยิ้ม “บ่าง” หนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีรูปร่างคล้ายกระรอกบินขนาดใหญ่ | สวพ.FM91

ชมความน่ารักของ "บ่างน้อย" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หายากในป่าเขตร้อน

ภาพสุดน่ารักของ "บ่างน้อย" หรือ "พุงจง" ที่กำลังยิ้มแป้นได้รับความสนใจจากผู้ติดตามเพจข่าวประชาสัมพันธ์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นจำนวนมาก บ่างน้อยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งที่มีลักษณะน่ารักและหายากในป่าเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ค้นพบความน่ารักของ "บ่างน้อย" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หายากในป่าเขตร้อน

ความน่ารักและลักษณะเฉพาะของ "บ่างน้อย"

บ่างน้อยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกหนึ่งในอันดับบ่าง (Dermoptera) มีรูปร่างคล้ายกระรอกบินขนาดใหญ่ ผิวหนังย่น ตามีขนาดใหญ่สีแดง ใบหูเล็ก มีนิ้วทั้งหมด 5 นิ้ว สีขนมีหลากหลายมาก โดยสามารถเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ทั้งน้ำตาลแดง หรือเทา รวมทั้งอาจมีลายเลอะกระจายไปทั่วตัวด้วย โดยตัวเมียมีสีอ่อนกว่าตัวผู้ หางมีลักษณะแหลมยาว มีพังผืดเชื่อมติดต่อกันทั่วตัว โดยเชื่อมระหว่างขาหน้าและขาหลัง ขาหลังกับหาง ระหว่างขาหน้ากับคอ และระหว่างนิ้วทุกนิ้ว มีนิ้วทั้งหมด 5 นิ้ว โดยที่ไม่มีหัวแม่มือ เล็บแหลมคมมากใช้สำหรับไต่และเกาะเกี่ยวต้นไม้ มีความยาวหัวและลำตัวโตเต็มที่ราว 34-42 เซนติเมตร หาง 22-27 เซนติเมตร น้ำหนัก 1-1.8 กิโลกรัม

ถิ่นที่อยู่อาศัยและพฤติกรรมของ "บ่างน้อย"

บ่างน้อยอาศัยและหากินอยู่บนต้นไม้สูง และสามารถอาศัยได้ในป่าทุกสภาพ ไม่เว้นแม้กระทั่งป่าเสื่อมโทรม หรือตามสวนไร่นาที่มีการทำเกษตรกรรม เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ไม่สามารถเดินบนพื้นดินได้ เมื่อตกลงพื้นจะรีบกระเสือกกระสนตัวเองปีนขึ้นสู่ต้นไม้ทันที เพื่อหลีกหนีจากสัตว์ที่อาจเป็นศัตรูได้ บ่างน้อยออกหากินในเวลากลางคืน โดยตอนกลางวันจะนอนหลับพักผ่อนตามยอดไม้หรือโพรงไม้ กินอาหารจำพวกพืช ได้แก่ ยอดไม้, ดอกไม้ เป็นหลัก

ความสำคัญและการอนุรักษ์ "บ่างน้อย"

บ่างน้อยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวในสกุล Galeopterus และพบได้เฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ทำให้เป็นสัตว์ที่มีความหายากและมีความสำคัญทางนิเวศวิทยา การอนุรักษ์และปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัยของบ่างน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและคงความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศป่าไม้ของภูมิภาคนี้ต่อไป การเผยแพร่ความรู้และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของบ่างน้อยก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้ให้คงอยู่ในป่าเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป