โอลิมปิก ไม่ใช่แค่มหกรรมกีฬา แต่คือพื้นที่ปล่อยของของผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬา โดยเฉพาะ Super Shoe

ปารีสโอลิมปิก 2024: เมื่อ "Super Shoes" กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจแบรนด์อุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปารีสในปี 2024 จะไม่เพียงแต่เป็นเวทีให้นักกีฬาที่เก่งที่สุดในโลกได้แสดงฝีมือ แต่ยังเป็นเวทีให้บรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาได้แสดงศักยภาพของเทคโนโลยีในสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะ "Super Shoes" หรือรองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูง ที่ช่วยให้นักวิ่งวิ่งได้ไกลและเร็วขึ้น

เมื่อ "Super Shoes" กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจแบรนด์อุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่

ก้าวกระโดดของ "Super Shoes" และการทำลายสถิติการวิ่งมาราธอน

ในปี 2023 เราได้เห็นการทำลายสถิติการวิ่งมาราธอนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากความสามารถของนักกีฬาแล้ว "Super Shoes" ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักวิ่งทำเวลาได้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Tigist Assefa ที่สวมรองเท้า Adidas รุ่น Adizero Adios Pro Evo 1 สามารถจบการแข่งขันเบอร์ลินมาราธอน 2023 ในเวลา 2:11:53 ชั่วโมง ทำลายสถิติเก่าของนักวิ่งหญิงไปกว่า 2 นาที และ Kelvin Kiptum ที่สวมใส่ Nike Alphafly 3 สามารถชนะชิคาโกมาราธอนในปี 2023 ด้วยเวลา 2:0:35 ชั่วโมง ทำลายสถิติเดิมของนักวิ่งชายถึง 34 วินาที ซึ่งเป็นสถิติโลกจนถึงปัจจุบัน

เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ในรองเท้า "Super Shoes"

การออกแบบของ "Super Shoes" มุ่งเน้นที่การซับแรงจากการลงน้ำหนักของนักวิ่ง เพื่อส่งกำลังกลับคืนไปให้นักวิ่งเพื่อให้วิ่งไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น โดยมีการติดตั้ง "Air Pocket" เพื่อช่วยซับแรงและส่งแรงกลับไปที่นักวิ่ง นอกจากนี้ยังมีการใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้นักวิ่งวิ่งได้เร็วขึ้น โดยการออกแบบให้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์มีความโค้งจะช่วยให้จุดที่ใช้แรงอยู่ใต้เนินปลายเท้า ซึ่งจะลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อน่องและส่งนักวิ่งไปข้างหน้าได้ดีกว่าแผ่นเรียบ

ย้อนรอยการพัฒนา "Super Shoes" ของ Nike

การพัฒนา "Super Shoes" ของ Nike เริ่มต้นจากโครงการ "Moonshot" ในปี 2014 ที่มีเป้าหมายช่วยให้มนุษย์วิ่งมาราธอนได้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง โดยการใส่แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปในรองเท้าเป็นหนึ่งในการทดลองพัฒนา ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดพลังงานเฉลี่ยในการวิ่งลง 4% และเป็นที่มาของการเปิดตัว Zoom Vaporfly 4% ที่ถูกสวมใส่โดยนักวิ่งมาราธอนชั้นนำของโลกในปี 2017 ทำให้ Eliud Kipchoge และ Brigid Kosgei สามารถทำลายสถิติการวิ่งมาราธอนได้อย่างน่าทึ่ง

World Athletics ออกกฎควบคุม "Super Shoes"

ด้วยความสามารถของ "Super Shoes" ในการช่วยให้นักวิ่งมาราธอนทำความเร็วได้มากขึ้น ทำให้ World Athletics หน่วยงานกำกับดูแลกรีฑาโลก เริ่มออกกฎระเบียบเกี่ยวกับรองเท้าดังกล่าวในปี 2020 เช่น กำหนดความหนาพื้นรองเท้า และรองเท้าที่ถูกใช้ในการแข่งขันรายการใหญ่ต้องมีการจำหน่ายเป็นการทั่วไปก่อน 1 เดือน ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้มีการใช้อุปกรณ์ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทำลายสถิติต่าง ๆ ได้

แบรนด์อุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่ต่างผลิต "Super Shoes" ออกมาแข่งขัน

หลังจากที่ World Athletics ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับ "Super Shoes" แบรนด์อุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่อย่าง Adidas, Asics และ Puma ต่างก็ผลิต "Super Shoes" ของตัวเองออกมาเพื่อแข่งขันกัน โดยมีการออกแบบให้พื้นมีความหนา พร้อมใส่แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปเพื่อช่วยซับและส่งแรงให้กับนักวิ่งที่ต้องการทำเวลาในการวิ่งมาราธอนได้ดีกว่าเดิม ซึ่งรองเท้าเหล่านี้มักมีราคาสูงกว่ารองเท้าวิ่งทั่วไปพอสมควร

ความท้าทายของ "Super Shoes" ในตลาดรองเท้าวิ่ง

แม้ว่า "Super Shoes" จะช่วยให้นักวิ่งทำเวลาได้เร็วขึ้น แต่ก็ยังมีความท้าทายในด้านต่าง ๆ เช่น ราคาที่สูงมาก ซึ่ง Adidas ระบุว่ารองเท้า Adizero Adios Pro Evo 1 ที่ราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,700 บาท) เป็นราคาที่สูงมาก แต่สำหรับนักกีฬามืออาชีพที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด การเสื่อมสภาพใด ๆ อาจมีผลกระทบ และสิ่งที่ Adidas เน้นคือการสร้างรองเท้าเพื่อให้ใช้งานได้เพียง 1 ครั้ง ในการแข่งขันที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในด้านการผลิตในปริมาณมาก เพื่อให้สามารถจำหน่ายในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นดังนั้น การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2024 ที่กรุงปารีสจะเป็นเวทีให้เห็นการแข่งขันของ "Super Shoes" แบรนด์ต่าง ๆ อย่างแน่นอน และแบรนด์ใดที่สามารถทำลายสถิติได้ก่อน ย่อมจะกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคต้องการมากขึ้น